• สิงหาคม 24, 2021

สิ่งที่ควรรู้

สิ่งที่ควรรู้

สิ่งที่ควรรู้ : “หำหัก” ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่ก็มีคนชอบ “หักหำ” เล่นอยู่ในโลก
.
โดยทั่วไปแล้วอะไรที่เป็น ‘ของแข็ง’ ในโลกนี้ย่อมแตกหักได้ อวัยวะเพศชายก็เช่นกัน
และวันนี้เราจะมาพูดเรื่องภาวะองคชาติหัก (penile fracture) หรือในที่นี้ เราจะเรียกสั้นๆ ว่า “หำหัก”
ถามว่ามันคืออะไร อธิบายง่ายๆ ก็คือภาวะที่เนื้อเยื่อด้านในของอวัยวะเพศชายเสียหาย ซึ่งเนื้อเยื่อตรงนี้
ปกติจะนิ่ม มีลักษณะเหมือนฟองน้ำ สามารถที่จะมีเลือดไหลคั่งให้เปลี่ยนสภาวะจากนิ่มเป็นแข็งได้ และนี่คือภาวะแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย ซึ่งปกติมันไม่มีอะไร มีขึ้นและมีลงเหมือนสรรพสิ่งใดๆ ในโลก
อย่างไรก็ดี ถ้ามันโดนกระแทกหรือบิดแรงๆ ตอนแข็ง เนื้อเยื่อตรงนี้ก็เสียหาย ทำให้เกิดภาวะห้อเลือด
และความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ซึ่งโดยทั่วไปต้องรักษาด้วยการ “ผ่าตัด” โดยด่วน ยิ่งเร็วยิ่งดี ไม่เช่นนั้นสมรรถภาพทางเพศอาจเสื่อมได้
.
【อะไรทำให้ “หำหัก”?】
.
โดยทั่วไปในโลก สาเหตุพื้นฐานที่ทำให้ “หำหัก” คือการช่วยตัวเองแรงไปหรือร่วมเพศแรงไป
โดยท่าที่ “เสี่ยง” ต่อการ “หำหัก” ที่สุดคือท่า W o m a n o n T o p
หรือที่บางคนชอบเรียกว่า “คาวเกิร์ล”
แต่จริงๆ แล้วท่าเบสิคอย่างท่ามิชชันนารีก็เคยมีบันทึกว่าทำให้หำหักได้เช่นกัน ถ้ามีเซ็กส์กันดุเดือดพอ
และจริงๆ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องเล่น เพราะในอเมริกาก็เคยมีคดีฟ้องร้องกันมาแล้วในปี 2005
โดยชายผู้เคราะห์ร้ายฟ้องแฟนเก่าเขาฐานทำเขา “หำหัก” แต่สุดท้ายศาลตัดสินยกฟ้อง เพราะศาลคิดว่าเป็นอุบัติเหตุมากกว่าความจงใจของฝ่ายหญิง
ที่ฟังมาอาจรู้สึกว่ามันน่ากลัว แต่ในความเป็นจริง อาการหำหักเกิดยากพอควร แบบโอกาสเกิดหนึ่งในแสน
คือมนุษย์ปกติ ถ้าอวัยวะเพศแข็งตัวและไปอยู่ผิดท่าหน่อยก็เจ็บและถอยแล้ว “หำ” เลยไม่หักกันง่ายๆ
.
แต่รู้ไหมครับว่า จริงๆ แล้วมีชนชาติหนึ่งที่ “หำหัก” กันเป็นล่ำเป็นสันมากๆ ชนชาติที่ว่าคือชาวเคิร์ตในอิหร่าน
.
【รู้จักคนหักหำ】
.
คนกลุ่มนี้จะมีการละเล่นคล้ายๆ การหักข้อนิ้วมือให้ดังกร๊อบๆ แต่พวกเขาไม่เล่นกับมือ ไปเล่นกับอวัยวะเพศตัวเองตอนแข็งแทน
.
ซึ่งวิธีเล่น ก็คืองออวัยวะเพศของตัวเองตอนแข็งลงมาทั้งลำ จนมันเกิดเสียงกร๊อบที่โคน (แน่นอนว่า อย่าไปลอง)
เท่านั้นล่ะ ไม่มีอะไร ไม่มีประโยชน์ใดๆ ไม่ได้ต่างจากการหักข้อนิ้วมือ
แต่มันเป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันถึงกับมีคำเรียกว่า taquaandan และจะเรียกการละเล่นนี้ว่า “หักหำ” ก็คงพอได้ (ย้ำอีกครั้ง อย่าไปลองเล่นที่บ้านนะครับ)
.
และนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นเพราะงานศึกษา 10 ปีในพื้นที่ชาวเคิร์ดในอิหร่านชี้ว่าเกือบ 70% ของคนที่
“หำหัก” ในพื้นที่นี้ เกิดจากการ “หักหำ” เล่น และก็แน่นอน
ไม่มีที่อื่นในโลกมีปัญหาทำนองเดียวกันเยอะขนาดนี้ เพราะเขาไม่มีการละเล่นแบบที่ว่า
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่มีรายงานชัดว่าทุกวันนี้การละเล่น “หักหำ” ยังคงอยู่หรือไม่
แต่การละเล่นแบบนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งใน “วัฒนธรรม” ที่ไม่ควรจะรักษาเอาไว้เท่าไร ปล่อยให้มันเป็นจารึกในหน้าประวัติศาสตร์จะดีกว่าให้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน
.
อย่างน้อยๆ บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมดที่ต้องมานั่งผ่าตัดซ่อม “หำ” ที่หักไปก็คงคิดแบบนั้น

สิ่งที่ควรรู้

สิ่งที่ควรรู้ : พ่อแม่ปล่อยเด็กอยู่กับสมาร์ทโฟนมากเกินไป
เสี่ยงต่ออาการคล้ายออทิสติก
หรือ ‘ออทิสติกเทียม’
.
เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะพอรู้จักกับกลุ่มอาการ
‘ออทิสติก’ (Autism Spectrum Disorders: ASD) กันมาบ้าง
.
โดยปกติแล้ว ออทิสติกคือ ภาวะระบบประสาททำงานซับซ้อน ส่งผลทำให้ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
และพัฒนาการด้านภาษาต่างจากคนทั่วไป เช่น จะมีพฤติกรรมซ้ำๆ ไม่เข้าใจการสื่อสารด้วยภาษาท่าทาง ไม่สามารถทำกิจกรรมที่มีลำดับขั้นตอนหลายอย่าง ไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนที่คุยด้วย โดยอาการของแต่ละคนจะมีความรุนแรงที่ต่างกันออกไป
.
ทั้งนี้นี่เป็นอาการออทิสติกปกติที่เกิดจากความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์
.
แต่ปัจจุบันมีการพบว่า เด็กวัยเตรียมอนุบาล และวัยอนุบาลเสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมที่ “คล้าย”
ออทิสติกมากขึ้น โดยไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางสมอง แต่เกิดจากการเลี้ยงดู ซึ่งเรียกกันว่า ออทิสติกเทียม
.
ออทิสติกเทียมคือ ภาวะที่เด็กมีการแสดงออกแบบเดียวกับออทิสติก จากการที่ขาดการ “กระตุ้น”
ในการสื่อสารในช่วงวัยเด็ก เพราะผู้ปกครองไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกับลูกมากนัก โดยเฉพาะการสื่อสารแบบสองทาง จึงส่งผลให้เด็กเกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสังคม
.
【‘ขาดการกระตุ้นการสื่อสาร’ นั้นหมายถึงอะไร?】
.
เมื่อเด็กไม่ได้สื่อสารสองทางในช่วงที่กำลังพัฒนา เช่น ใช้เวลาอยู่กับโทรทัศน์ มือถือ หรือเครื่องมือสื่อสาร
ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว อย่างไม่ได้มีสิ่งเร้าอื่นๆ จนกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำๆ ทำให้สมองจดจำ และเคยชินกับแต่สิ่งเดิมๆ จนไม่มีการพัฒนาที่เหมาะสมตามวัยที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ
.
เมื่อการเลี้ยงดูทำให้เกิดความผิดปกติ ดังนั้นภาวะออทิสติกเทียมสามารถรักษาได้ ถ้าหากได้รับการกระตุ้นที่ถูกวิธี แต่ต้องเกิดขึ้นในช่วงวัย 5 ปีแรก ซึ่งเป็นช่วงวัยที่กำลังพัฒนา
.
อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ภาวะข้างต้น สิ่งที่ผู้ปกครองควรทำคือการพูดคุยกับลูกบ่อยๆ
อีกทั้งพูดช้าๆ ให้ชัดถ้อยชัดคำ เป็นระยะเวลาราว30 นาที – 1 ชั่วโมง
เพื่อฝึกฝนการสื่อสารแบบสองทาง และไม่ควรให้ลูกจดจ่ออยู่กับสมาร์ทโฟน หรือเครื่องมือสื่อสารมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวสิ่งที่ควรรู้ น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> oprst ขอบคุณที่รับชม .

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *