• ตุลาคม 26, 2021

ช้างแอฟริกา

ช้างแอฟริกา

ตามปกติแล้ว ช้างแอฟริกา จะมีงาทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่ตอนนี้กำลังเกิดวิวัฒนาการขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า ช้างตัวเมียในอุทยานแห่งชาติโกรองโกซาของโมซัมบิกเริ่มที่จะวิวัฒนาการไม่ให้พวกมันมีงางอกออกมา ซึ่งเป็นผลมาจากถูกมนุษย์ล่าและฆ่าพวกมันเพื่อเอางาอย่างโหดร้าย ซึ่งเหตุการณ์เริ่มหนักขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองของประเทศโมซัมบิก
.
จากการวิจัยใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาในวารสาร Science พบว่า ระหว่างปี 2515 ถึง 2543 ช้างที่เกิดโดยไม่มีงาซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นตัวเมียมีจำนวนเพิ่มขึ้นสามเท่า ในทศวรรษที่ 1970 (ประมาณปี 2513 – 2522) ในโกรองโกซามีช้างตัวเมีย 18.5% ที่ไม่มีงา แต่ตอนนี้ตัวเลขคือ 51%
.
แม้ว่างาจะเป็นอวัยวะสำคัญในการเอาชีวิตรอดของช้าง (ช่วยให้สัตว์ยกกิ่งไม้หนัก โค่นต้นไม้ ลอกเปลือกไม้ ต่อสู้ และขุดหลุมเพื่อหาน้ำและแร่ธาตุที่จำเป็นในการดำรงชีวิต) แต่การวิเคราะห์จากการศึกษาพบว่า ในเวลานี้ช้างไร้งามีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าถึง 5 เท่า นั่นเพราะพวกมันไม่ตกเป็นเป้าของนักล่านั่นเอง
.
ประเทศโมซัมบิกเคยเกิดสงครามกลางเมืองซึ่งเริ่มในปี 2520 โดยในช่วงสงคราม โกรองโกซาเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของความขัดแย้ง ผลที่ตามมาคือมีทหารจำนวนมากในพื้นที่ ทำให้เกิดการฆ่าช้างและขายงาช้างเพื่อซื้ออาวุธและกระสุน แม้สงครามจะจบแล้วช้างไร้งากลับเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากหลังจากสิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 2535 ได้ไม่นาน
.
ความผิดปกติประการหนึ่งที่มีพัฒนาการทางวิวัฒนาการคือช้างเกือบทั้งหมดที่ไม่มีงาเป็นตัวเมีย การวิจัยเผยให้เห็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับเพศและเกี่ยวข้องกับยีนเฉพาะที่สร้างลักษณะพิเศษขึ้นมาใหม่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม (phenotype) โดยเน้นเฉพาะตัวเมีย ดังนั้นเมื่อช้างตัวมีที่วิวัฒนาการจนไม่มีงาตกลูกตัวเมียแล้วลูกจะรอด แต่ถ้าเป็นตัวผู้มันจะตายในครรภ์
.
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจกลไกทางพันธุกรรมและพัฒนาการที่แน่นอนซึ่งทำให้เกิดภาวะไม่มีงาในช้างตัวเมียและการสูญเสียช้างตัวผู้ในระหว่างตั้งครรภ์ 22 เดือนของช้าง แต่เท่าที่พบการไม่มีงาในช้างตัวเมียไม่ได้ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของพวกมันมากนัก
.
นักวิจัยกล่าวว่า ช้างตัวเมียที่ไม่มีงาจะกินหญ้าเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ช้างที่มีงากินพืชตระกูลถั่วและพืชยืนต้นที่แข็งแรงมากกว่า และชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะคงอยู่อย่างน้อยในกลุ่มช้างหลายรุ่นหลังจากนี้ มันถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า น้ำมือของมนุษย์มีส่วนในการทำให้วิวัฒนาการของสัตว์โลกเร็วขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ
.
ซามูเอล วาสเซอร์ นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ผู้ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัยกล่าวกับ The Associated Press ว่า “เมื่อเราคิดถึงการคัดเลือกโดยธรรมชาติ เราคิดว่าจะเกิดขึ้นเป็นเวลาหลายร้อยหรือหลายพันปี ความจริงที่ว่าคัดเลือก (ตามธรรมชาติ) เพื่อไม่ให้เกิดงาที่น่าทึ่งนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียง 15 ปีถือเป็นหนึ่งในการค้นพบที่น่าอัศจรรย์ที่สุด”
.
ไม่เฉพาะในโมซัมบิกเท่านั้นที่เกิดการล่าช้างเอางาในช่วงสงครามกลางเมือง แต่ในช่วงเวลาเดียวกันการล่าช้างแอฟริกันเพื่อการค้างาช้างทำให้ประชากรของพวกมันเริ่มลดลงมากตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 ลงมา ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ราคาของงาช้างสูงขึ้น และการลักลอบล่างาช้างก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศแถบแอฟริกากลางที่สามารถเข้าถึงแหล่งที่อยู่อาศัยของช้างได้โดยการรุกป่าผ่านอุตสาหกรรมทำไม้และอุตสาหกรรมการทำเหมืองปิโตรเลียม
.
ระหว่างปี 2519 ถึง 2523 งาช้างดิบประมาณ 830 ตันถูกส่งออกจากแอฟริกาไปยังฮ่องกงและญี่ปุ่น เทียบเท่างา ช้างแอฟริกา ประมาณ 222,000 ตัว ปัจจุบันการล่าช้างก็ยังเป็นภัยคุกคามสำคัญ ตัวอย่างเช่น จำนวนประชากรช้างในเขตสงวนเซโลอุสของแทนซาเนีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเขตสงวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลดลงจาก 109,000 ตัวในปี 2519 เหลือ 13,000 ตัวในปี 2556

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวช้างแอฟริกา น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> oprst ขอบคุณที่รับชม .

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *