• สิงหาคม 6, 2021

ความเชื่อของเรา

ความเชื่อของเรา

“เป้าหมายชีวิตที่ชัด” เริ่มจาก “ความเชื่อของเรา”

ทฤษฎีแรงดึงดูด สามารถเริ่มต้นได้จากการเชื่อมั่นในตัวเองให้ได้ก่อน เพราะ “เป้าหมายชีวิตที่ชัด” เริ่มจาก “ความเชื่อของเรา” แล้วก้าวไปหาสิ่งที่มาซัพพอร์ตความเชื่อนั้น อธิบายด้วยหลักจิตวิทยา Pygmalion Effect มนุษย์เรามีความเชื่อเป็นของตัวเองอยู่เสมอ ทุก ๆ ความเชื่อ เรามักคาดหวังให้สิ่งนั้น “เกิดขึ้นจริง” ดังที่ปรารถนา ในชีวิตที่ผ่านมา คุณเคยคิดไหมว่าความเชื่อที่คุณยึดถือ จะกลายเป็นจริงดังที่คุณคิด? ลองนึกภาพว่า ทำไมคนถึงเชื่อว่าทีมฟุตบอลที่ตนเชียร์จะได้แชมป์ ทั้ง ๆ เปอร์เซ็นต์การชนะน้อย เพราะต้องเจอคู่แข่งหลายทีม เพราะนอกจากความสนุกแล้ว ภายในลึก ๆ ของคนที่เชียร์ทีมที่ตนรัก พวกเขามี “ความคาดหวัง” ว่าทีมที่ตนเชียร์ต้องได้รับชัยชนะสูงสุด และบางคนอาจยังมีความเชื่อเหนือธรรมชาติร่วมด้วยก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม “ความคาดหวัง” และ “ความเชื่อของเรา” กับการเชียร์ฟุตบอล ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากประสบการณ์ ที่เห็นความสามารถของทีมฟุตบอล และการคว้าเเชมป์ได้หลายสมัยนั่นเอง ดังนั้นแล้ว เราจะพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองให้เป็นจริงได้ ก็ต้องปักใจเชื่อสิ่งนั้นเพื่อรอวันที่มันจะกลายเป็นจริง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Pygmalion (พิกมาเลียน)

"เป้าหมายชีวิตที่ชัด" เริ่มจาก "ความเชื่อของเรา"

ความเชื่อของเรา และ Pygmalion Effect คืออะไร ?

Pygmalion Effect เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจาก ‘ความคาดหวัง’ ที่สูงมากของคน จนนำไปสู่ “ความเชื่อของเราที่ชี้นำพฤติกรรมของเรา ให้ลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังเหล่านั้น พิกมาเลียน มีที่มาจากชื่อของประติมากรหนุ่มคนหนึ่งแห่งไซปรัส ที่ตกหลุมรักกับรูปปั้นงาช้างที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเป็นผู้หญิงในอุดมคติของเขา พิกมาเลียน จึงได้อ้อนวอนต่อเทพวีนัส (เทพแห่งความรัก) เพื่อขอให้รูปปั้นหญิงในอุดมคติของตนมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ และคาดหวังว่ารูปปั้นนั้นจะสมบูรณ์แบบในทุก ๆ ด้านเพื่อที่จะแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน จนในที่สุดพรที่เขาขอก็ได้สมหวังดังใจปรารถนา พิกมาเลียน จึงเปรียบเสมือนปรากฏการณ์ของความเชื่อและความหวังที่กลายเป็นจริงขึ้นมา จะเห็นว่าในระหว่างทางของความคาดหวัง จะมีสิ่งหนึ่งที่ชื่อว่า “ความเชื่อ” เดินทางร่วมไปอยู่ด้วยเสมอ นอกจากนั้นปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้อธิบายเฉพาะตัวเองมีคาดหวังจากคนอื่นแล้วเท่านั้น ยังรวมไปถึงคนอื่นที่คาดหวังในตัวเราด้วย

อีกตัวอย่างหนึ่งในการทดลองของ Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson ที่ยืนยัน Pygmalion Effect พวกเขาคัดเลือกเด็ก 20 คนจากทั้งหมดมาทำการเรียนการสอนตลอดทั้งเทอม โดยการสอบระวัดระดับ IQ แล้วบอกกับนักเรียนที่เลือกมาว่า ‘เป็นเด็กที่มีคะแนนทดสอบ IQ สูง’ ทำให้เด็กตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่เพื่อให้คะแนนตัวเองดีสมกับไอคิวและครูก็ตั้งใจสอนให้ดีที่สุด ผลออกมาคือพวกเขาเรียนได้ดีมากตามที่เด็กคาดหวัง แต่ในความเป็นจริง เด็ก 20 คนนั้น ไม่ได้เป็นเด็กที่ถูกเลือกเพราะคะแนนทดสอบสูงซะทีเดียว แต่เป็นเพียงการสุ่มมาเท่านั้น โดยไม่ได้วัดการทดสอบวัดระดับ IQ ตั้งแต่แรก นั่นจึงตอกย้ำปรากฏการณ์นี้ว่า หากตัวของครูและเด็กเชื่อว่าเขาเป็นคนเก่งจริง ๆ เด็กก็จะมีแนวโน้มที่จะตั้งใจเรียนให้สมกับความเชื่อของตัวเองและของครู จึงเป็นที่มาของ Pygmalion Effect นั่นเอง

ความเชื่อของเรา และ Pygmalion Effect คืออะไร ?

แล้วถ้าเรารู้ศักยภาพของความเชื่อ แล้วนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ จะเกิดอะไรขึ้น? ลองคิดถึงตอนทำงาน หากคุณได้รับมอบหมายงานที่จำกัด และเป็นงานที่ท้าทายจากหัวหน้า หลังจากนั้น หัวหน้าได้พูดกับคุณว่า “ไม่ต้องเครียดนะ คุณเก่งพอที่จะรับมือกับงานนี้ได้ ผมเชื่อว่าคุณทำได้” นี่คือความคาดหวังของหัวหน้าที่เชื่อมั่นและไว้วางใจคุณ ว่างานชิ้นนี้ต้องออกมาดีแน่นอน สิ่งนี้จะเสริมทับความเชื่อของคุณเพิ่มขึ้นไปอีก ว่าคุณทำได้ ในทุก ๆ เรื่องเมื่อมีใครสักคนเชื่อมั่นในความสามารถของคุณ คุณจะเชื่อมั่นในตนเองโดยอัตโนมัติ หากความเชื่อนั้นไม่แสดงออกในทางที่กดดันจนเกินไปจนกลายเป็นแรงลบ คุณจะมุ่งมั่น และทำทุกวิถีทาง เพื่อให้บรรลุตามความเชื่อนั้นได้จริง ๆ

ดังนั้น “ความคาดหวัง” และ “ความเชื่อของเรามีอิทธิพลและช่วยทำให้เป้าหมายของคุณสำเร็จได้ เพราะอย่าลืมว่าความคาดหวังเหล่านั้น ประกอบไปด้วย ‘แรงจูงใจ’ ‘แรงบันดาลใจ’ และ ‘ความท้าทาย’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้คุณมุ่งมั่น ทุ่มเท จนมันสำเร็จนั่นเอง

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวความเชื่อของเรา น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> oprst ขอบคุณที่รับชม .

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *